-1-

คุณเคยลองวัดเทียบเวลาของการกดปุ่มดีลีทบนคีย์บอร์ดคุณบ้างไหม ว่าที่คุณพิมพ์มาทั้งหมด เวลาเรากดลบแบบค้างมันใช้เวลากี่วินาที ผมใช้เวลาสามสิบวินาทีลบต้นฉบับที่ผมเขียนเสร็จเมื่อเดือนที่แล้วทิ้งไป แล้วระบบปฎิบัติการณ์ห่าเหวเจ้ากรรมก็ดันกระทำการออโต้เซฟ ผมเกริ่นหัวเรื่องมาไว้เท่ห์ๆก็เพียงเท่านี้ ผมไม่ใช่คนแปลกอะไร บางทีผมอาจจะชอบเป็นนักทดลอง แต่จริงๆผมเป็นแค่วิศวกรบริษัทธรรมดาๆ ที่รายได้ธรรมดาๆ เท่านั้น

ผมค้นหาแผ่นซีดีแผ่นหนึ่งมาร่วมหนึ่งเดือนเต็ม เพื่อที่อยากจะฟังเพลงเพียงแค่หนึ่งเพลง แล้วให้คิดถึงบ้านแบบจับใจ จนอยากออกไปจองตั๋วรถกลับบ้าน แต่ผมก็หามันไม่เจอ ไม่เจอในที่นี้คือไม่เจอแม้แต่ร่องรอย ผมโทรหาคนนับสิบคนที่ผมนึกออกและพบเจอในช่วงที่ผมมั่นใจว่า ซีดีแผ่นนั้นยังคงไม่หายไปไหน แม้แต่เปิดยูทูปฟังผมก็ไม่อยากจะเปิด ผมอยากจะได้บรรยากาศเก่าๆกลับมา บรรยากาศที่มองเห็นบนจอวอร์คแมนว่า Track 1 แล้วผมก็ร้องไห้ บรรยากาศแบบนั้นกับเพลงนี้เกิดขึ้นกับผมครั้งหนึ่ง ผมขออนุญาตเล่าให้ฟังเลยละกัน ตอนนั้นผมทำงานที่สีลม ผมพักอยู่ซอย 13 ชั้น 5 ชั้นบนสุด ไม่มีลิฟท์ ไม่มี ทีวีตู้เย็นก็ไม่เห็นเป็นไร แต่มีแอร์ แอร์คือเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับผมตอนนั้น ค่าเช่าก็เป็นเพื่อนผมเหมือนกัน มันเกาะติดในสมอง ในความคิดผมทุกวินาที ราวกับเป็นอากาศที่ผมหายใจเข้าไป คอยย้ำเตือน — ตัวผมในตอนนั้นไม่มีแม้แต่เครื่องนอน มีแค่เตียงและฟูกของแถมที่ทางเจ้าของหอผู้ใจดีไม่ขนย้ายไปไหน ผมใช้เสื้อผ้าที่เก็บมาจากบ้านเอาทำมาหมอน เอาเสื้อเชิ้ตเก่าๆ มาต่อกันเป็นผืนทำเป็นผ้าห่ม โดยการเอากระดุมของเสื้ออีกตัวมากลัดกับรูกระดุมของเสื้ออีกตัว ทอกันไปแบบนี้ เป็นงานคอลลาทระดับมาสเตอร์พีช และเสื้อแต่ละตัวก็ให้ความอบอุ่นต่างกัน ให้อารมณ์ที่ไม่ผสานและแปลกแยกเวลาใช้งาน ซึ่งมันเข้ากับระดับจิตใจและสภาวะของผมในตอนนั้นมาก บางชิ้นของผ้าห่มผม จะถูกวนไปเรื่อยๆ เนื่องด้วยมันต้องแปรสภาพมาเป็นเสื้อที่ผมต้องสวมใส่ไปทำงาน ซักแล้วถึงจะมีโอกาสมาทำหน้าที่ผ้าห่มต่อไป ผ้าปูที่นอนผมไม่ได้ใช้ เพราะว่าฟูกนั้นมีพลาสติกคลุมอยู่แล้ว เวลาเหงาๆผมเสียบหูฟังเข้ากับวอร์คแมน ผมเปิดเพลง Homesick ของ The Kings of convenience

ฟังมันวนไปวนมาอยู่อย่างนั้น แต่วันนี้ผมเจออะไรมาหนักที่สุดตั้งแต่อยู่ที่นี่ น้ำตาผมไหล ผมคิดถึงบ้าน อยากกลับไปกอดแม่ อยากกลับไปบอกแม่ว่า ลูกอยู่สบายนะ งานดีหัวหน้าดี อาหารการกินก็ดี ผมอยากกลับไปบอกกับแม่แบบนี้จริงๆ แต่ด้วยที่มันเป็นเรื่องที่ต้องโกหก ผมเลยข่มตานอนให้ถึงเช้าไวๆ จะได้ออกไปทำงานสักที ผมอยากได้เงินเดือน เดือนแรกใจจะขาดแล้ว …………………… ผมอยากกลับบ้าน – ตอนนี้ผมก็ยังไม่เจอซีดีแผ่นนั้นแม้ลึกๆในใจจะอยากกลับเพียงใด ผมอยากเก็บกินบรรยากาศนั้นเป็นที่สุด เหมือนคราวที่แม่เล่าว่า เมื่อสมัยก่อนยามหน้าหนาว คนจะออกมาผิงไฟกันหน้าบ้าน ริมถนนในหมู่บ้านชนบทไร้ความสิริวิไรซ์เซชั่น บ้านที่มีรั้วไม้ไม่หนามาก เตี้ยๆ ปลูกผักริมรั้วไว้ ให้ใครก็ได้มาหยิบกิน เด็ดกิน ผัดกิน แล้วต้องมาแบ่งบ้านเรา ไม่แบ่งแกง ไม่แบ่งผัดถือว่าต้องแช่งเบาๆ ในวงล้อมมื้อเย็นของตัวเอง แม่บอกว่า แม่คิดถึงบรรยากาศแบบนั้น ลมหนาวมันหนาวเข้ากระดูกแต่ชื่นใจ ทุกคนจะเอาผ้าห่มมาห่อตัวเองไว้ แล้วผิงตัวเองกับไฟที่พ่อเป็นคนก่อไว้ให้แต่หัวค่ำ เราจะนั่งกันไปเรื่อยๆ แม้ไม่มีเรื่องราวใดๆพูดคุย ทุกคนเงียบงัน ใครคิดเรื่องพูดก่อนคือผู้ชนะไม่ปาน ซึ่งก็เป็นแม่ที่จะชอบหาอะไรมาเล่าสู่พี่น้องฟังให้หัวเราะได้ก่อนนอน แม่บอกว่าลมหนาวในหน้าหนาวมันช่างชื่นใจ มันหนาวแต่มีความสุข แม่ถามว่าผมเคยรู้สึกอะไรแบบนั้นไหม ผมบอกว่าไม่เคย จนเมื่อต้นปีผมได้พาแม่ไปเที่ยวญี่ปุ่น ระหว่างทางเดินกลับสถานีอูเอโนะ ผมนั่งจิบโกโก้ร้อนที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ ผมซื้อมาสองแก้ว แบ่งแม่แก้วหนึ่ง แม่ผมร้องไห้ระหว่างที่นั่งจิบโกโก้ร้อนกับผม แม่บอกว่าแม่คิดถึงความรู้สึกเก่าๆ ที่แม่เคยเล่าให้ฟัง แม่มีความสุขมาก และแม่ก็พูดถึงเรื่องเก่าจนโกโก้เริ่มคอดแห้งจากก้นแก้ว แต่สุดท้ายแม่ทิ้งท้ายว่า “เป็นไปได้ไหม พาแม่มาทุกปีเลยได้ไหม” ผมตอบด้วยความมั่นใจ “ทำไมจะไม่ได้ละครับแม่” แม่ผมยิ้มพลางปาดน้ำตาเปื้อนแก้ม “งั้นแม่พาป้ามาด้วยนะ”

-2-

“แก้วใสๆมันทำให้เรามองเห็นเนื้อแท้ของของเหลวที่เราเติมมันลงไป”

ผมนั่งอยู่ที่บาร์คนเดียวมาตั้งแต่ ทุ่มครึ่ง สายตาผมเริ่มหรี่ดับด้วยความเมาและง่วง แต่เพลงนั่นแหละที่ทำให้ตื่นขึ้นมาเป็นพักๆ ผมลุกออกจากบาร์ไปล้างหน้าเพื่อกลับมานั่งฟังเพลงโปรดต่อ Frank Sinatra ขึ้นร้องแล้วในบาร์แจ๊สแห่งนี้ ว้าววววว ผมต้องทำตัวให้ตื่นเต้น แต่ใบหน้าแสดงความรู้สึกออกมาชัดเจน ไม่สามารถที่จะแสแสร้งได้อีกต่อไป ผมล้วงมือไปในกระเป๋าดึงปากกาหมึกซึมออกมา หยิบกระดาษทิชชู่ที่บาร์ ทิชชู่สีชมพู เฮ้ออ ขนาดกระดาษที่แทบจะไร้ค่ายังสีชมพู ผมรู้สึกหมั่นไส้มันเล็กน้อย ผมเขียนกวีบอกความในใจ

 

“อยากบอกผ่านคลื่นไมโครเวฟ

เพราะมันคงแรงและความถี่สูง

อยากให้มันยิงผ่านเข้าไปในหัวใจของเธอ

แต่ลืมไปเลยนะว่าคลื่นไมโครเวฟก็เหมือนคำพูดฉัน

บทพูดจากคนที่ไม่น่าจะใช่พูดอะไรบอกเธอไปคงทะลุผ่านทวนลม”

 

เป็นเรื่องราวของความน้อยเนื้อต่ำใจในเมืองหลวง ที่แอบชอบใครสักคนหนึ่งแต่ก็คงบอกไปไม่ได้ เพราะเธอเหมือนนางฟ้า นางฟ้าที่พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง และพูดมาก พูดมากเกินไปกว่าที่ผมจะหาจังหวะบอกอะไรกับเธอได้ ก็ได้แต่ผลัดวันไปเรื่อยๆ โอกาสที่จะเจอกันก็น้อยครั้ง แต่ผ่านมาได้สามสี่วันผมก็นัดเธอไปเจอกันที่ถนนพระอาทิตย์จนได้ ผมกะไว้ว่าวันนี้จะต้องบอกเธอให้ได้ถึงความรู้สึกข้างในของผมที่มันเก็บไว้มานานแสนนาน วันนี้เธอจะได้รู้กันว่าเพื่อนของเธอแอบชอบเธอ ผมนอนไม่หลับเลยคืนนั้น เพราะเอาแต่ฟังเพลงปลอบใจตัวเองล่วงหน้าว่าเออมันต้องแพ้สิวะ เราต้องเป็น Loser แน่นอน ผมมาเจอเธอที่ท่าพระอาทิตย์ แสงแดดยามบ่ายช่างน่าหดหู่ แต่ไม่หม่นหมองเลยนะ มันร้อนจนรองเท้าพื้นแยมของผมละลายตอนยืนรอเธอที่ท่า แต่แม้ยังไงความสวยงามก็ปรากฎชัดเจนเสมอเมื่อเราเลือกมอง ประกายของแม่น้ำเจ้าพระยาเหมือนประกายแววตาของเธอที่ทอดผ่านอากาศร้อนอ้าวโดยไร้การหักเห มันคมระยิบระยับ สะท้อนให้เห็นความสดใสในยอดปลายคลื่นลูกเล็กน้อยในแม่น้ำ ผมเก็บภาพนี้ไว้ใบหนึ่งด้วยกล้องถ่ายรูปที่แนบกายผมตลอดเวลาแล้วก็ลบออก เบลอ เลนส์มือหมุนนี่มันโฟกัสยากเนอะ แล้วไม่นานเกินนกพิราบบินผกโผไปมาเสานั้นทีเสานี้ที เรือจอดเทียบ เธอเดินลงมา มองเห็นผม เธอยิ้มให้ผมและโบกมือเรียก ผมกล่าวทักทาย ผมบอกเธอว่าหิวแล้ว เธอก็บอกว่าหิวเหมือนกัน แต่ผมบอกว่าขอเดินเล่นอีกหน่อยละกันนะ ให้เรามีเวลาคุยกันมากขึ้น แผนของผมดีเพราะผมคิดมาแล้ว เธอตกลงเพราะก็อยากเดินให้หายเมื่อยก่อน ทำเป็นคนแก่ไปได้ ผมบอกเธอ เธอยิ้มแล้วตีหลังผมเบาๆ ระหว่างที่เดินไปด้วยกันเธอก็บ่นเรื่องงานให้ผมฟัง ปรับทุกข์เพราะงานที่ทำอยู่เหนื่อยและดูไม่ได้อะไรเลย ผมก็ปลอบเธอให้อดทนสู้ไว้นะ เพราะผมก็เหมือนกัน แต่ผมก็อดทนสู้ เรายังไม่มีประสบการณ์อะไรมากมาย ไม่มีสิทธิ์ไปต่อรองอะไรหรอก เธอก็เห็นด้วย ผมหยิบวอคแมนออกมา เลือกเพลง I’d rather dance with you ของ Kings of convenience ให้เธอฟัง

แล้วก็เต้นเบาๆ เธอเริ่มโยกย้ายตามจังหวะแบบผมบ้าง ผมร้องเพลงออกมาเบาๆ เธอมองหน้าผมแล้วบอกว่า เสียงดีนะเรา เธอก็เต้นเก่งนะพริ้วเชียว เธอหัวเราะเขิลและก็หยุดเต้นไป ตาเธอสวยนะ แม้มันจะเล็กๆหมวยๆ ก็เถอะ เวลาเธอยิ้มรู้ไหม โลกของคนที่เห็นจะสดใสขึ้นมาเลยทีเดียว ถ้าท้อก็ส่องกระจกนะ ยิ้มของเธอเยียวยาได้ แม้แต่ตัวเธอเอง แต่สำหรับเรามันทำให้เรามีความหวัง ผมบอกเธอระหว่างที่เพลงก็บรรเลงต่อไปของมัน เธอถอดหูฟังออก แล้วบอกผมว่า เว่อร์ หิวแล้ว รีบเดินเถอะ หิวมาก หิวมาก เราสั่งอาหารกันไป ระหว่างรอก็พูดคุยถึงเรื่องเก่าๆสมัยที่เรายังไม่รู้จักกัน เธอเล่าเรื่องของเธอในวัยเด็กให้ผมฟัง ยิ่งเธอเล่าเธอยิ่งน่ารักแบบไร้เดียงสา และยิ่งผมเล่าเธอก็ยิ่งเศร้า เพราะชีวิตวัยเด็กผมดราม่ามาก แต่ด้วยมุขตลกของผมที่ทรอดแทรกมาเรื่อยๆ ก็ทำให้เธอขำจนน้ำตาแทบหยด อาหารมาแล้ว ระหว่างกินผมก็หาจังหวะจะบอกเธอว่าผมชอบเธอมากแค่ไหน และอยากจะขอเธอคบ เรามาลองดูใจกันไหม มันมีจังหวะหนึ่งเกิดเข้ามา เราต่างเงียบงัน ผมจ้องหน้าเธอ เธอจ้องหน้าผม แล้วก้มมองจานของตัวเอง แล้วก็หันมาผมมอง สลับกันไปมา เหมือนเธอมีเรื่องอยากจะพูดกับผมแต่เธอก็ไม่กล้า ผมก้มหน้ามองจานตัวเองแล้วมองหน้าเธอบ้าง แต่คราวนี้ผมจ้องหน้าเธอนานกว่าทีแรก ผมกำลังจะเอ่ยปากบอกเธอ เธอก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน

 

“กาย

หืม ว่ายังไงฟ้า

กาย

หืม มีอะไรหรอ

กาย

อะไร*

มีแมลงวันในจานข้าวเค้าอะ ทำไงดี กินไปจะหมดแล้วเนี้ย โอ้ยยยยย

อื้ม ชิบหายละ”

และมันก็คือความชิบหายจริงๆ ครับ ลาก่อน สวัสดี ตอนนี้ฟ้ามีลูกแล้วสองคน วัยกำลังน่ารักเลย อีป้า* เมิง* ยินดีด้วยนะ

*ลากเสียงยาวแบบ อะไรรรรรรรรร แบบนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s